เรื่องจริงฟิลเลอร์(filler) อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน

เรื่องจริงfiller อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน.jpg

คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องของ ฟิลเลอร์ มามาก ทั้งในด้านดี และด้านไม่ดี หลายคนอยากสวย แต่ไม่กล้าเสี่ยง เพราะยังมีข้อสงสัยในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้ฟิลเลอร์ วันนี้วลีรัตน์คลินิกจึงหยิบประเด็นที่คุณควรรู้ก่อนคิดจะฉีดฟิลเลอร์มาให้อ่านเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องมาฝากสาวๆ กันค่ะ

ผิวหนังที่ดูอ่อนเยาว์จะต้องมีชั้นคอลลาเจน และอิลาสตินที่แข็งแรงห่อหุ้มอยู่ใต้ผิว ซึ่งจะเสื่อมสภาพลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น จึงมีการพัฒนาสารสังเคราะห์เพื่อใช้เติมเต็มชั้นดังกล่าว เรียกว่า ฟิลเลอร์ (filler)

ฟิลเลอร์ ใช้เติมเต็มในส่วนที่เราต้องการ จึงมีเนื้อยืดหยุ่นคล้ายวุ้น เพื่อเลียนแบบความยืดหยุ่นของผิวตามธรรมชาติ ใช้ฉีดเฉพาะจุดเพื่อเติมริ้วรอย ร่องลึกบริเวณใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ฉีดเติมผิวหน้าให้ดูอวบอิ่ม ปัจจุบันยังนิยมนำมาใช้ฉีดเพื่อเสริมส่วนต่างๆของใบหน้าให้ได้รูปหน้าที่สวยงาม

ฉีดfiller.jpg

จริงๆแล้ว ฟิลเลอร์สามารถนำมาฉีดได้ทุกส่วน ขึ้นกับความชำนาญของแพทย์ที่ใช้ด้วย

  • เติมริ้วรอยร่องลึก ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ขมับยุบ

  • เสริมจมูก เสริมคาง หน้าผากทดแทนการเสริมด้วยซิลิโคน

  • เสริมโหนกแก้ม ในคนที่มีปัญหาแก้มตกตามวัย หรือคนอายุน้อยที่ต้องการมีรูปหน้าอิ่ม

  • เติมแก้มตอบ หรือทดแทนส่วนที่ขาดหายบนใบหน้าและร่างกาย จากการผ่าตัด อุบัติเหตุ

  • ฟิลเลอร์บางชนิดสามารถนำมาฉีดกระจายทั่วผิวหน้า เพื่อให้ผิวดูอวบอิ่ม

  • ฉีดเสริมริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม

  • เติมแผลเป็นที่เป็นรอยบุ๋ม หลุมสิว

ฟิลเลอร์

ชนิดของฟิลเลอร์ที่มีในท้องตลาด

  1. ชนิดชั่วคราว เป็นคอลลาเจนแท้ที่สกัดมาจากสัตว์ จึงมีโอกาสแพ้ได้ง่าย และอยู่ไม่นาน จะสลายไปใน 6 เดือน

  2. ชนิดกึ่งถาวร เป็นสารสังเคราะชื่อว่า hyalulonic acid (HA) ซึ่งสารนี้มีอยู่ในผิวเราตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่จะเสื่อมสภาพลงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น การฉีดสาร HA เข้าสู่ร่างกายจึงมีโอกาสแพ้น้อยมากและมีความทนทานกว่าฟิลเลอร์ชนิดแรก คืออยู่นานประมาณ 1-2 ปี

  3. ชนิดถาวร เป็นสารชนิดอื่นที่ไม่ใช่ HA เช่น polymethylmethacrylate (PMMA), Polyacrylamide (พวก Aqualift, Aquaderm เป็นต้น ไม่ได้อ.ย.ในประเทศ) หรือสารอื่นๆที่มีการลักลอบฉีดกัน หรือฉีดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ซิลิโคนเหลว พาราฟินและฟิลเลอร์ปลอม ทางการแพทย์ไม่มีการรับรอง (ผู้ที่นำมาฉีดให้ ไม่ใช่แพทย์) ราคาอาจจะถูกกว่ามาก แต่เป็นสารอันตราย ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ จึงเกิดปัญหาพังผืด สารจับเป็นก้อน ไหลย้อยตกลงมา

เรื่องจริงฟิลเลอร์(filler) อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน

ข้อดีของการสวยด้วยฟิลเลอร์

  • ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่าเมื่อเทียบกับการเสริมด้วยซิลิโคน

  • ขณะทำ เจ็บน้อย

  • สะดวก เห็นผลทันที เรียกได้ว่าทำเสร็จสวยได้ทันที

  • หลังทำไม่ต้องพักฟื้น กลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ

  • ดูแลง่าย ไม่ต้องหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหลังทำ

  • ผลอยู่นาน 1-2 ปี

  • แก้ไขง่าย หากฉีดเยอะไป หรือไม่ชอบ สามารถฉีดยาเพื่อสลายออกเร็วขึ้น

เรื่องจริงฟิลเลอร์(filler) อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน

แนวทางปฏิบัติตัวหลังฉีด Filler

  • 48 ชั่วโมงแรก งดออกกำลังกายหนักๆ หรือตากแดดร้อนๆ เพราะอาจทำให้เกิดรอยแดงมากขึ้นบริเวณที่ฉีด

  • หลังฉีดทัดทีไม่ควรจับ ลูบคลำ นวด หรือปั้นเอง ในบริเวณที่ฉีด เว้นแต่แพทย์สั่ง เพราะอาจมีผลต่อการเคลื่อนตำแหน่งของตัวยาไปยังตำแหน่งที่ไม่ต้องการได้

  • หลังฉีดควรดื่มน้ำสะอาดปริมาณมากอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน โดยเฉพาะ 1 สัปดาห์แรก เพราะ Filler เป็นสารอุ้มน้ำ การดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ Filler อยู่ได้นานขึ้น และเมื่อน้ำจับกับโมเลกุลของ Filler จะยิ่งทำให้ดูเนียนเป็นธรรมชาติมากขึ้น

  • งดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออก เช่น แอสไพริน Vitamin E, ใบแป๊ะก๊วย

  • ภายใน 2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด นวดความร้อนบริเวณที่ฉีด Filler เช่น การอบไอน้ำ อบซาวน่า ทำเลเซอร์ ทำ RF หรือทรีทเม้นที่มีความร้อน เพราะความร้อนอาจส่งผลต่อ Filler ได้ ส่วนไดร์เป่าผม หรือการโดนแดดปกติสามารถทำได้

  • หลังฉีดสามารถแต่งหน้า ทาแป้ง ทาครีมได้ตามปกติ

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 3 วัน หลังการฉีด


เรื่องจริงฟิลเลอร์(filler) อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน

กรณีที่มีอาการข้างเคียง ตามอาการด้านล่างให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำแพทย์ดังนี้

  • รอยเข็มแดงๆ เป็นจุดเล็กๆ ในบริเวณที่ฉีด จะหายเองภายใน 2-3 วัน บางรายอาจเกิดรอยเขียวช้ำได้เล็กน้อย (มักเจอในคนที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด, Aspirin,Alcohol หรือวิตามิน E อาหารเสริมบางชนิดเช่น Fish oil, Primrose) โดยรอยเขียวช้ำจะค่อยๆ จางลงภายใน 1 สัปดาห์ ดังนั้นช่วงแรก สามารถทาแป้ง, Concealer หรือ รองพื้นปกปิดบริเวณที่เขียวช้ำ หรือรอยแดงจากเข็มไว้ก่อนได้

  • หลังฉีดอาจคลำพบก้อนเล็กๆ แข็งเหมือนยางลบใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีด สามรถคลึงเบาๆ และดื่มน้ำมากๆ สารจะละลายตัวและนิ่มเป็นเนื้อเดียวกันเองภายใน 1เดือน

  • หลังฉีดหากมีการปวดระบมบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการประคบเย็นหรือทานยาแก้ปวด ลดบวมได้

  • นัดพบแพทย์หลังการรักษา 1-2 สัปดาห์

  • กรณีอาการปวดบวมแดงมากผิดปกติ หรือสีผิวหนังบริเวณที่ฉีดเปลี่ยนไปเป็นสีซีด เป็นสีน้ำตาล หรือดำ (โดยไม่ใช่รอยเข็ม หรือรอยเขียวช้ำ) ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ ผู้ทำหัตถการหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ ตามเบอร์ที่ให้ไว้ทันที อย่ารอให้ถึงวันนัด

เรื่องจริงฟิลเลอร์(filler) อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน

ฉีดฟิลเลอร์แล้วเปลี่ยนใจไปเสริมจมูกด้วยซิลิโคนตอนหลัง ต้องขูดออกมั้ย?

Filler ที่เป็น HA มีอายุ 1-2 ปี หลายคนอาจสงสัยว่า ฉีดปีกว่าๆ ทำไมต้องขูดออก ? จริงๆแล้วสารพวกนี้จะละลาย 90-95% ใน 12-15 เดือน จะมีส่วนน้อยๆ ที่ละลายช้ากว่า คือ 2-3 ปี แต่หลังจาก 2-3 ปีจะละลายหมดไปเอง ส่วนคนที่ไปผ่าตัดเสริมจมูกแล้วต้องขูดออกมาเป็นแผ่นๆ นั่นน่าจะเป็นสารอื่นที่ไม่ใช่ ฟิลเลอร์ HA เช่นพวก ซิลิโคนเหลว หรือ Polyacrylamide ซึ่งร่างกายย่อยสลายได้น้อยมาก หรือไม่สลายเลย ซึ่งทางคลินิกจะไม่ได้นำมาใช้ฉีดเนื่องจากเป็นสารที่ผิดกฎหมาย


เรื่องจริงฟิลเลอร์(filler) อยากสวยฟินเวอร์ต้องอ่าน

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดได้จริงไหม?

มีโอกาสเกิดได้จริง โดยในประเทศไทยเคยมีรายงานเคสตาบอดจากการฉีดสารฟิลเลอร์บริเวณจมูกและหน้าผาก โดยสาเหตุจากการฉีดสารเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่วิ่งไปเลี้ยงจอประสาทตา วิธีการป้องกันคือควรฉีดในคลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีใบอนุญาต มีเครื่องมือช่วยชีวิตในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และฉีดโดยแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น!!

สรุปแล้ว ฟิลเลอร์หากนำมาใช้อย่างถูกวิธีจะมีคุณมหาศาล แต่หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจเกิดอันตรายได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการควรพูดคุยปรึกษาแพทย์โดยละเอียดว่าการรักษาแบบใดที่เหมาะกับเรา จึงจะไม่ต้องเสียใจในภายหลัง

สาวๆ ที่อยากสวยด้วยฟิลเลอร์ (Filler) อย่างปลอดภัยสามารถปรึกษาได้ที่วลีรัตน์คลินิกค่ะ