ฝ้า...ต้นเหตุหน้าพัง

 

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาผิวสารพัดอย่างก็ตามมาอีกเพียบ โดยเฉพาะผิวหน้า ถึงแม้ผู้หญิงทุกคนจะดูแลใส่ใจเป็นอย่างดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีปัญหาผิวให้กังวลอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น ผิวแห้ง ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย ฝ้า กระ จุดด่างดำ ต่างๆ วันนี้วลีรัตน์คลินิกจะพาไปทำความรู้จักกับฝ้า หนึ่งในปัญหาแก้ยากบนใบหน้าที่ทำให้ผู้หญิงหมดความมั่นใจกันค่ะ

ฝ้า...ต้นเเหตุหน้าพัง.jpg

ฝ้ามีกระบวนการเกิดที่คล้ายคลึงกับรอยกระ แต่ฝ้าจะมีบริเวณกว้างกว่า เห็นได้ชัดกว่า เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของใบหน้า ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์ เมลาโนไซต์ ซึ่งอยู่ในหนังกำพร้าชั้นล่างสุดของผิวหนังผลิตเม็ดสีเมลานินมากเกินไปในบางบริเวณของผิว ทำให้เกิดเป็นรอยสีน้ำตาลมไปจนถึงเทา

ส่วนใหญ่มักจะเกิดในส่วนที่โดนแดด เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก คาง เป็นต้น อายุเฉลี่ยของคนเป็นฝ้าจะเริ่มที่ 30 ปีขึ้นไปและพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย


ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า

2.jpg
  • พบได้บ่อยในการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผิวหนังคล้ำขึ้นหรือเป็นฝ้า บางครั้งเมื่อคลอดบุตรแล้ว ฝ้าจะจางลงแต่ก็อาจจะไม่หายขาด

  • พันธุกรรม ในทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่ามีผลแน่นอน ใครที่มีปู่ ย่า ตา ยาย เป็นฝ้ามาก่อน ก็มีโอกาสที่จะเป็นฝ้าได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่มีผิวสีคล้ำหรือมีเซลล์สีค่อนข้างมาก

3.jpg
  • ภาวะทุพโภชนาการ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบผื่นแบบฝ้าในผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติและผู้ที่ขาดวิตามินบี 12

  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคหัวใจบางชนิด ยากันชัก กลุ่มฟีไนโทอิน (Phenytoin-related anticonvulsants) และ กลุ่มยาที่มีปฏิกิริยาไวต่อแสง (Phototoxic drugs) เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมียาทาที่อาจก่อให้เกิดจุดสีดำอมเทาคล้ายฝ้า  (Ochronosis) ใต้ผิวหนัง เช่น ยากลุ่มไฮโดรควิโนน  (Hydroquinone) ดังนั้น การใช้ยาชนิดนี้จึงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

  • การแพ้น้ำหอมหรือเครื่องสำอาง สารที่ให้ความหอมบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด แล้วทำให้เกิดรอยคล้ำได้ เช่น สบู่หอม หรือน้ำยาหลังโกนหนวด เป็นต้น

  • แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดจะส่งผลกับเซลล์ผิวหนังที่เรียกว่าเมลาโนไซต์ ซึ่งควบคุมการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง

    แต่การที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนแสงแดดเลยก็ทำได้ค่อนข้างยากและฝ้าจะเข้มขึ้นหากตากแดดเป็นเวลานาน


ชนิดของฝ้า

แบ่งออกเป็น 2  ชนิดหลักๆ คือ

  1. ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma)  คือ การที่เมลานินมีการกระจายตัวมากเป็นพิเศษบริเวณหนังกำพร้า ฝ้าตื้นมีลักษณะเป็นปื้นสีน้ำตาล มีขอบเขตชัดเจน ตอบสนองได้ดีต่อไวเทนนิ่งหรือตัวยาอื่นๆ

  2. ฝ้าลึก (Dermal Melasma) คือ การที่เมลานินกระจายตัวลึกลงไปยังชั้นหนังแท้ ปื้นที่เกิดขึ้นจึงมีสีเข้มกว่าเป็นสีเทาคล้ำ ไม่มีขอบเขตชัดเจน ซึ่งฝ้าลึกจะรักษาให้หายยาก ไม่ตอบสนองต่อไวเทนนิ่งที่ทาภายนอก


ลักษณะการกระจายของฝ้า

แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ

  1. Centrofacial Pattern รอยฝ้าบริเวณแก้ม หน้าผาก หนวด จมูก และคาง พบประมาณร้อยละ 63

  2. Malar Pattern รอยฝ้าที่แก้มและจมูก พบประมาณร้อยละ 21

  3. Mandibular Pattern รอยฝ้าบริเวณด้านข้างของคาง ขากรรไกรล่าง พบประมาณร้อยละ 16

อย่างไรก็ตามลักษณะการกระจายของฝ้าทั้ง 3 แบบ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอายุผู้ป่วย ลักษณะผิว การกินยาคุมหรือการตั้งครรภ์


ป้องกันการเกิดฝ้า

การเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงเป็นหนึ่งในการป้องกันฝ้าที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตทั้ง ยูวีเอ (UVA) ยูวีบี (UVB) หรือแสงที่ตามองเห็นได้ (Visible Light) อาจกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดฝ้าได้

warm-unrecognizable-tan-caucasian-tourist_1212-815.jpg
  • ควรทาครีมกันแดดก่อนเผชิญกับแสงแดด 30 นาที เพื่อป้องกันผิวหนังถูกทำร้ายจนคล้ำเสีย โดยเลือกครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟอย่างน้อย 30 ซึ่งตัวเลขค่าเอสพีเอฟนี้เองจะเป็นค่าที่บ่งบอกว่าครีมมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดีมากน้อยแค่ไหน

    รวมไปถึงมีสารป้องกันแดดแบบกายภาพเป็นส่วนประกอบ เช่น ไทเทเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) หรือ ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ซึ่งช่วยสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตที่มากระทบจากผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Asian woman holing umbrella on white background

  • การทาครีมกันแดดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดดที่มีความรุนแรง ควรมีการปกป้องผิวอีกชั้นเมื่อต้องเจอกับแสงแดดแรงโดยตรงบริเวณใบหน้า เช่น การกางร่ม สวมหมวก หรือสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังได้อย่างมิดชิด


การรักษาฝ้า ทำได้หลายวิธี

  • รักษาฝ้าด้วยยาทา มักได้ผลดีในฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก ในฝ้าตื้นอาจเห็นผลจากยาทาภายใน 2 เดือน โดยสีของฝ้านั้นจะจางลง ถ้าผู้ป่วยมีการใช้ยาอย่างต่อเนื่องถึง 6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ส่วนฝ้าลึกนั้น รักษาค่อนข้างยากด้วยยาทาเพียงลำพัง

  • การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะสามารถก่อให้เกิดแผลเป็นถาวรได้จากการลอกชั้นผิวที่ลึกเกินไป การหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดอย่างเคร่งครัดนั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากหลังการลอกผิวด้วยสารเคมี

  • การขัดผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) เป็นวิธีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองค่อนข้างสูงและหลังทำต้องมีการระมัดระวังการสัมผัสกับแสงแดดมากกว่าปกติ จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมไม่มากนักในการรักษาฝ้า โดยเฉพาะในประเทศที่มีอากาศร้อนและมีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดสูง

  • การใช้เลเซอร์/แสง (Laser/Light Therapy) เป็นเทคโนโลยีที่ปัจจุบันนิยมอย่างแพร่หลาย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านเลเซอร์นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเลเซอร์และคลื่นแสงที่ช่วยในการรักษาโรคของเม็ดสี เช่น  YAG laser, Q-switched ruby laser, Fractional Erbium-glass laser, Fractional Radio Frequency (RF) และคลื่นแสง IPL (Intense pulsed light) เป็นต้น

    ประโยชน์ที่จะได้จากการรักษาด้วยเลเซอร์/แสง คือ ฝ้าจะจางลงเร็วว่าการทายาเพียงลำพัง และช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาทาบางชนิดเป็นเวลานาน

  • ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดฝ้าจากวลีรัตน์คลินิก อย่าง Salmon DNA และ Alpha Arbutin ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ เห็นผลได้ชัด ช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด

Salmon 1200x680-02.jpg

Salmon DNA

กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด มลภาวะ และฝุ่นควัน ลดเลือนฝ้า กระ จุดจ่างดำ คืนผิวขาวกระจ่างใส

เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ยกกระชับผิวหน้าให้เต่งตึง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ผิวขาวใสเเละเรียบเนียน ลดเลือนริ้วรอยร่องลึกหรือริ้วรอยก่อนวัยอันควร

alpha+Arbutin.jpg

Alpha Arbutin

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ตัวต้นเหตุของปัญหาผิวอย่าง ฝ้า กระ จุดด่างดำ

Arbutin มักจะถูกนำมาเป็นส่วนผสมของ Whitening หรือครีมหน้าขาว เพราะมีคุณสมบัติที่ช่วยในการปกป้องผิวให้ขาวกระจ่างใส


การดูแลผิวและป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าอาจทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด ตัวการที่ทำให้เกิดฝ้า ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเคร่งครัดและเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่วลีรัตน์คลินิกทุกสาขาหรือแอดไลน์สอบถามเพิ่มเติม