แก้ปัญหาขมับตอบด้วยฟิลเลอร์

 
แก้ปัญหาขมับตอบ-01.jpg

ฟิลเลอร์ขมับ

การมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ อิ่มน้ำ เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลคือใบหน้าในอุดมคติของผู้หญิงเพราะจะทำให้ดูสดชื่น สุขภาพดี ใบหน้าสวยได้รูปอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงนั้น ลักษณะโครงสร้างของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปและมีอาจจุดบกพร่องบ้างในบางจุดที่ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจหรือขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะบริเวณที่ทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย เห็นเป็นโครงกระดูกชัดเจนอย่างเช่น แก้มตอบหรือขมับตอบ ดังนั้นหลายคนจึงต้องอาศัยตัวช่วยอย่างการเสริมความงาม ที่พัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยตรง

ปัญหาขมับตอบ เกิดจากโครงสร้างกะโหลกศรีษะของแต่ละคน โดยบริเวณหน้าผาก ขมับ แก้ม คาง กล้ามเนื้อจะบางและอยู่ชิดกับผิวหนัง ส่วนด้านข้างบริเวณขมับจะมีหลุมที่เป็นกล้ามเนื้อใหญ่ ในบางคนอาจเป็นหลุมลึก ทำให้พื้นที่ด้านในไม่เต็มพอดีกับผิวด้านนอก จึงเห็นเป็นรอยบุ๋มหรือขมับตอบนั่นเอง


การเติมเต็มขมับตอบ ทำได้หลายวิธี

5.jpg
 

1.     รับประทานอาหารเสริมอย่างวิตามิน ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นคอลลาเจน และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวก ชา กาแฟและน้ำอัดลม

2.     การผ่าตัดเสริมด้วยวัสดุเทียมอย่างซิลิโคนหรือกระโหลกเทียมซึ่งต้องสั่งทำเฉพาะบุคคล

hyaluronic-acid-filler-injection-infographic_18591-33999.jpg
 

3.     การฉีดไขมันตัวเอง โดยจะดูดไขมันจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ต้นขา สะโพก หน้าท้อง แล้วนำมาฉีดในบริเวณที่ต้องการแก้ไข

4.     การเติมเต็มด้วยฟิลเลอร์ ซึ่งกรดไฮยาลูรอนิคหรือเฮชเอ (Hyaluronic Acid หรือ HA) เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ โดยมีข้อดีคือ กักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวช่วยให้ผิวดู อิ่มฟู นุ่มชุ่มชื้น ช่วยลดริ้วรอยก่อนวัยให้ผิวตึง กระชับ เรียบเนียน มีส่วนช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระ กรองรังสี UV และสลายได้เองตามธรรมชาติโดยไม่ตกค้างในร่างกาย


ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ขมับ

ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที โดยจะทำการฉีดยาชาก่อนทำการรักษา จากนั้นเมื่อฉีดสารเติมเต็มเข้าสู่ร่างกาย อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย หลังทำเสร็จแพทย์อาจให้นอนพักชั่วครู่เพื่อให้ฟิลเลอร์เซตตัวแล้วจึงทำกิจกรรมได้ตามปกติ ทั้งนี้ในบางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลย แต่บางคนอาจมอาการปวด บวม ช้ำ แต่จะหายไปเองประมาณ 1-2 วัน

สำหรับใครที่รับประทานยาและอาหารเสริมบางอย่าง เช่น น้ำมันตับปลา วิตามินอี แอสไพริน เนื่อจากอาหารเสริมและยาบางชนิดมีส่วนทำให้เลือดออกง่าย จึงควรงดทานก่อนฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ และหากมีโรคประจำตัวใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำเพื่อความปลอดภัยในการรักษา


ฉีดฟิลเลอร์ขมับอันตรายไหม

ในการฉีดสารเติมเต็มเข้าที่ขมับ อาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะเป็นจุดที่ค่อนข้างอันตราย หากฉีดเข้าเส้นเลือดสามารถทำให้ตาบอดได้ ฉะนั้นหากต้องการฉีดสารเติมเต็ม ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดประกอบกับหาข้อมูลแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้อาจมีอาการแพ้และรอยช้ำหลังฉีด รวมถึงการติดเชื้อเนื่องจากทำความสะอาดบริเวณที่ฉีดไม่สะอาดพอ


ดูแลหลังฉีดอย่างไร

ข้อห้ามหลังทำ.jpg

1.       ช่วง 2 วันหลังเติมฟิลเลอร์ ต้องหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่

2.       ควรดื่มน้ำมากๆใน 4 วันแรก ประมาณวันละ 8-12 แก้ว การดื่มน้ำนั้นจะช่วยทำให้การเติมเต็มอยู่ได้นานขึ้น และทำให้การเติมฟิลเลอร์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

3.       ห้ามออกกำลังกายหนักๆภายใน 48 ชั่วโมงแรกหรือโดนความร้อนด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งห้ามจับ นวด ถูหน้าแรงๆ ด้วยเช่นกันเพราะอาจมีผลต่อการเคลื่อนตำแหน่งของตัวยา

4.       ห้ามนอนราบหลังการฉีดฟิลเลอร์ 3 – 4 ชั่วโมงและช่วง 12 ชั่วโมงแรก ห้ามแต่งหน้าหรือใช้ครีมบำรุงทุกชนิด

5.       งดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออก เช่น แอสไพริน Vitamin E, ใบแป๊ะก๊วย หลีกเลี่ยงการใช้สารที่มีส่วนผสมของ BHA, AHA และ Retinoid ภายใน 2 สัปดาห์แรก

6.       เลี่ยงการอาบน้ำอุ่นบริเวณที่เติม งดเข้าอบไอน้ำ อบซาวน่า ทำเลเซอร์ ทำ RF เพราะความร้อนเฉพาะจุดเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อฟิลเลอร์ได้ใน 2 สัปดาห์แรก ความร้อนที่สามารถโดนได้คือ ไดร์เป่าผม และแสงแดดที่ไม่แรงเกินไปได้ หลังจาก 2 สัปดาห์ขึ้นไปก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ


สำหรับใครที่มีปัญหาขมับตอบหรือรอยบุ๋ม อาจใช้สารเติมเต็มช่วยให้ขมับเต็มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟู อ่อนกว่าวัยและยังสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามก่อนฉีดสารเติมเต็มควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญและสถาบันที่ทำหัตถการต้องน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน

สามารถเข้ามาปรึกษาที่วลีรัตน์คลินิกได้ทุกสาขาหรือแอดไลน์สอบถามเพิ่มเติมกับเหล่า Facial Designer ของเราก่อนก็ได้ค่ะ